วันอังคารที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558

Learning log (18th August, 2015)

                                                                    Learning log 
(18th August, 2015)


ในการเรียนภาษาอังกฤษ ผู้เรียนจำเป็นต้องมีพื้นฐานทางภาษาเป็นอย่างมาก เพราะเนื้อหาทางภาษาอังกฤษค่อนข้างมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน เพราะโครงสร้างทางภาษาอังกฤษแตกต่างจากภาษาไทยเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้เรียนเกิดปัญหาในการศึกษาภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ภาษาอังกฤษยังเป็นวิชาที่ต้องใช้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติควบคู่กันไป นั่นคือ ผู้เรียนต้องมีความรู้ทั้งในด้านเนื้อหาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษคือ ศัพท์และไวยากรณ์ และยังประกอบไปด้วย  structure , meaning และ phonology และผู้เรียนยังต้องมีทักษะทางภาษา คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เพื่อที่จะสามารถนำความรู้ในภาคทฤษฎีไปใช้ได้ แต่สิ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจยากที่สุดสำหรับคนไทย คือ   tense (กาล) เพราะในโครงสร้างทางภาษาอังกฤษ กริยาของประโยคจะเปลี่ยนไปตามกาลและประธานของประโยค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีในภาษาไทย ดังนั้น การจะศึกษาภาษาอังกฤษให้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้และสามารถแปลความหมายของภาษาอังกฤษได้ถูกต้องตรงตามโครงสร้างภาษาเดิมนั้น ผู้เรียนจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ tense ให้ถูกต้องแม่นยำ เพื่อการนำไปใช้เกิดประสิทธิผลสูงสุด
Tense คือ รูปกริยาที่แสดงให้เราทราบว่า การกระทำต่างๆ หรือเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นเมื่อใด โดยที่รูปกริยาจะเปลี่ยนไปตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


Tense แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ใหญ่ๆ ดังนี้ คือ
- Present Tense = ปัจจุบันกาล (รูปกริยาที่เป็นปัจจุบัน) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
- Past Tense = อดีตกาล (รูปกริยาที่เป็นอดีต) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต
- Future Tense = อนาคตกาล (รูปกริยาที่เป็นอนาคต) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต
ซึ่งในแต่ละ Tense ใหญ่ จะมี Tense ย่อย อีก 4   Tense ดังนี้
- ____________________ Simple                ธรรมดาหรือง่ายๆ
- ____________________ Continuous/Progressive กำลังกระทำ
- ____________________ Perfect               สมบูรณ์
- ____________________ Perfect Continuous/Progressive สมบูรณ์กำลังกระทำ
สรุปได้ว่า Tense ทั้งหมดมี 12 Tense ซึ่งมีโครงสร้าง หลักการใช้ และข้อจำกัดต่างๆ ดังต่อไปนี้

                Present Simple Tense คือ ประโยคที่เป็นปัจจุบัน ใช้แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือเป็นความจริงเสมอตามปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ


โครงสร้างของประโยค
S(subject) + V1 (verb1)+…
Subject คือ ประธานของประโยค ซึ่งประกอบไปด้วย               * ประธานเอกพจน์บุรุษที่ 1 และ 2
                                                                                                    * ประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3
                                                                                                    * ประธานพหูพจน์

verb1 คือ กริยาช่องที่ 1 ซึ่งกริยานี้จะผันไปตามประธานของประโยค ดังนี้
                                * ประธานเอกพจน์บุรุษที่ 1 และ 2 จะใช้กริยาช่องที่ 1 ไม่เติม –s หรือ –es
                                * ประธานเอกพจน์บุรุษที่ 3 จะใช้กริยาช่องที่ 1 เติม –s หรือ –es
                                * ประธานพหูพจน์ จะใช้กริยาช่องที่ 1 ไม่เติม s หรือ –es

กฎการเติม –s และ –es หลังกริยาช่องที่ 1
- เติม -s ได้ทันที่หลังคำกริยาปกติทั่วๆ ไป
- เติม -es หลังคำกริยาที่ลงท้ายด้วย s , ss , sh , ch , x , z และ o
- คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม -es
** ยกเว้น ถ้าหน้า y เป็นสระ ( a , e , i , o , u ) ให้เติม s ได้เลย

หลักการใช้  Present Simple Tense
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นปกตินิสัยหรือเกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งมักจะมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverbs of Time) และคำกริยาวิเศษณ์ที่แสดงความถี่ (Adverbs of Frequency) มาช่วยในการแสดงความถี่ของการกระทำรวมอยู่ในประโยคด้วย เช่น every day, every year, always, often, sometimes, once a day, twice a day etc.
Examples :           - Nus speaks English every day.
                                - Nee studies German once a week.
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่ เป็นความจริงตลอดไป (fact) หรือ เป็นกฎทางธรรมชาติ (natural law) โดยไม่จำเป็นว่าการกระทำนั้นๆ กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดหรือไม่
Examples :           - Chili is hot.
                             - The earth moves round the sun.
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยได้วางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว ตามกฎข้อนี้แล้ว ส่วนใหญ่จะใช้กับการเดินทางมากกว่าและมักจะมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลารวมอยู่ในประโยคด้วย เพื่อแสดงถึงเวลาในอนาคต
Examples :           - The ship leaves for Phuket at 8.00 in the morning.
                             - She reaches Hong Kong on Wednesday morning.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริงหรือเป็นคำที่เชื่อถือของคนทั่วไปตามคติพจน์ คำสุภาษิต สุนทรพจน์ คำพังเพย หรือคำโบราณที่พร่ำสอนกันมา
Examples :           - Time and tide waits for no one.
                                - No one is too old to learn.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับความรู้สึก อารมณ์ ภาวะจิตใจ และคำกริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของและกริยาจะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ 1 เท่านั้น
Examples :           - Prenee likes cat.
                             - I love you.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องราวในอดีตแต่เรานำเหตุการณ์นั้นมาเล่าเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น ราวกับว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน
Example :            - The Buddha says “Do not do any evil. Do all the good. Purify one’s mind.”
- ใช้กับประโยคที่มี Adverbs Clause of Time ที่ขึ้นต้นด้วย when, before, till ,as soon as ,after ,until
Examples :           - Let’s wait till the rain stops.
                             - When she get sick, she throws up.
- ใช้กับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย Here หรือ There
Examples :           - Here come the bus.
                             - There goes my friend.
- ใช้กับประโยค If -Clause (Adverbs Clause of Condition) ในเงื่อนไขที่เป็นไปได้
Examples :           - If you are tired, you can sit down.
                             - I shall come unless it rains.

                Present Continuous Tense คือ ประโยคที่แสดงการกระทำที่กำลังทำในปัจจุบัน หรือในขณะที่พูด
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + V to be (is,am,are) + V-ing +…

การใช้ is,am,are ใน Present Continuous Tense        * I ใช้  am
                                                                                      * You, We, They ใช้ are
                                                                                      * He, She, It ใช้  is
กฎการเติม –ing ใน Present Continuous Tense
- คำกริยาที่ลงท้ายด้วย “e” ให้ตัด “e” ทิ้ง แล้วเติม -ing ตามหลัง
** ยกเว้น              - -e ที่อยู่หลัง age, dye และ singe ให้เติม –ing ได้เลย
                                                         - คำกริยาที่ลงท้ายด้วย -ee ให้เติม –ing ได้เลย
- กริยาที่มีพยางค์เดียว มีสระตัวเดียว และมีตัวสะกดตัวเดียว ให้เติมตัวสะกดอีกตัว แล้วเติม –ing
*** หมายเหตุ กริยาที่มีสองพยางค์หรือมากกว่า ซึ่งพยางค์สุดท้ายมีสระตัวเดียว และมีตัวสะกดตัวเดียว และออกเสียงหนักที่พยางค์ท้าย ให้เติมตัวสะกดอีกตัว ก่อนเติม –ing แต่ถ้าไม่ออกเสียงเน้นหนักที่พยางค์ท้ายให้เติม –ing ได้เลย
- คำกริยาที่ลงท้ายด้วย l และหน้า l เป็นสระตัวเดียว ถ้าเป็นอังกฤษแบบอังกฤษให้เติม l อีกตัว แล้วเติม –ing แต่ถ้าเป็นอังกฤษแบบอเมริกันไม่ต้องเพิ่ม l
- คำกริยาที่ลงท้ายด้วย y เติม –ing ได้เลย
- คำกริยาที่ลงท้ายด้วย ie ให้เปลี่ยน ie เป็น y เติม –ing ได้เลย

หลักการใช้ Present Continuous Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในขณะที่พูด ซึ่งมักจะมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverbs of Time) แสดงอยู่
Examples :           - The baby is sleeping now.
                             - I am driving carefully at the moment.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งมักจะมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverbs of Time) บ่งบอกถึงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกนั้น
Examples :           - My boss is working late every night.
                             - My grandmother is always complaining.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนั้น โดยมีเครื่องหมาย ! ปรากฏอยู่
Examples :           - Look! It’s snowing.
                             - Listen! The baby is crying.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามวัน เวลาที่กำหนด หรือตามที่ตั้งใจไว้
Examples :           - The flower are coming out soon.
                             - Mike is lunching at his mother’s house today.
- ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์หนึ่งกับอีกเหตุการณ์หนึ่งในปัจจุบัน
                                - เหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ ใช้ Present Continuous Tense
                                - อีกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ในเวลาเดียวกัน ใช้ Present Continuous Tense
Examples :           - He is writing while I am reading.
                             - It is raining while I am sitting under the tree.
                - ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์หนึ่งกับอีกเหตุการณ์หนึ่งในปัจจุบัน
                            - เหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ ใช้ Present Continuous Tense
                            - อีกเหตุการณ์หนึ่งแทรกเข้ามา ใช้ Present Simple Tense
Examples :           - He is writing when I enter the room.
                             - As I am doing my homework, Paul arrives.


กริยาที่ไม่สามารถใช้ในรูป Present Continuous Tense ได้
- Verb to be ที่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลักของประโยค
- กริยาเกี่ยวกับการรับรู้ ความรู้สึกทางใจ adore, dislike, feel, hate, hear, look, love, observe, prefer, small, taste etc.
- กริยาที่แสดงความรู้ ความเชื่อถือ ความคิดเห็น ความสงสัย ความสมมติ agree, assume, believe, consider, doubt, expect, recall, know etc.
- กริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ belong to, owe, own, possess
- กริยาอื่นๆ บางตัว concern, consist of, contain, fit, hold, keep, matter, suit
               
Present Perfect Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + Verb to have (have,has) + V3 +…

การใช้  Verb to have ใน Present Perfect Tense        * I, You, We, They ใช้  have
                                                                                      * He, She, It ใช้  has

หลักการใช้ Present Perfect Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่ยังคงเห็นผลของการกระทำต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
Examples :           - He has bought a new car.
                             - I have switched the light on.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและอาจจะดำเนินต่อเนื่องต่อไปในอนาคต  โดยในประโยคมักจะปรากฏคำหรือกลุ่มคำเหล่านี้ในประโยค
since, for, ever, so far, up to now, up to the present time, over and over, many times etc.
Examples :           - I have been in London since this morning.
                             - He has lived in my house for over a year.
- ใช้ย้ำถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุดลง มักปรากฏคำวิเศษณ์เหล่านี้อยู่ just, already, yet, lately, recently, at last, finally, eventually
Examples :           - The doctor has just arrived.
                             - He has finally learned our secret.


Present Perfect Continuous Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + Verb to have (have,has) + been + V-ing  +…

หลักการใช้ Present Perfect Continuous Tense
- ใช้ย้ำถึงเหตุการณ์ที่เกิดติดต่อกันตลอดเวลาในอดีต (ขณะที่พูดนั้นกำลังทำอาการนั้นอยู่และทำมานานแล้ว) และเหตุการณ์ดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน หรือยังคงเห็นผลของการกระทำต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
Examples :           - She has been reading Shakespear recently.
                             - I am afraid he has been drinking.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและเน้นความต่อเนื่องว่าจะดำเนินต่อไปในอนาคต
Examples :           - Joey has been living in Japan since 1995.
                             - Mike and I have been working for ten hours.

Past Simple Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + V2 (verb2)+…

กฎการเติม –ed หลังคำกริยาช่องที่ 2
- กริยาที่ลงท้าย ด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม ed
- กริยาที่ลงท้าย ด้วย y แต่หน้า y เป็นสระ (a/e/i/o/u) ใหเติม ed ได้เลย
- กริยาที่ลงท้ายด้วย e ให้เติม d ได้เลย
- กริยาที่มีพยางค์เดียว มีสระ(a/e/i/o/u)ตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดตัวเดียวให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายอีก 1 ตัว แล้วเติม ed
- กริยาที่มี 2 พยางค์ แต่ลงเสียงหนักพยางค์หลัง และพยางค์หลังนั้น มีสระ(a/e/i/o/u)ตัวเดียว และลงท้ายด้วยพยัญชนะที่เป็นตัวสะกดตัวเดียว ให้เพิ่มพยัญชนะที่ลงท้ายอีก 1 ตัว แล้วเติม ed
**ข้อยกเว้น ถ้าออกเสียงหนักที่พยางค์แรก ไม่ต้องเติมพยัญชนะตัวสุดท้ายเข้ามา
- นอกจากกฎที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อต้องการให้เป็นช่อง 2 ให้เติม ed ได้เลย
- คำบางคำสามารถเป็นได้ทั้ง regular verbs และ irregular verbs เช่น
burn -> burned หรือ burnt ,dream -> dreamed หรือ dreamt, lean -> leaned หรือ leant
learn -> learned หรือ learnt, smell-> smelled หรือ smelt, spell -> spelled หรือ spelt
spill -> spilled หรือ split

หลักการใช้ Past Simple Tense        
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตและก็สิ้นสุดลงไปแล้ว ไม่ได้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมักจะมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverbs of Time) เป็นตัวบ่งบอกเวลาในอดีต
yesterday, last day, last night, last week, … year ago, the day before yesterday etc.
Examples :           - I wrote a letter yesterday.
                             - She saw an accident the other day.
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นเป็นปกตินิสัยหรือเกิดขึ้นเป็นประจำในอดีต
Example :            - She usually went to the cinema at the weekend last year.
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในอดีต
Examples :           - Columbus discovered America in 1492.
                             - Shakespear was born in 1564.
- ใช้แทนประโยค Present Simple เมื่อนำประโยค Direct Speech มาดัดแปลงเป็น Indirect Speech
Example :            - Direct Speech : She said “I love you.”
                             - Indirect Speech : She said that she loved me.
- ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอดีต โดยเชื่อมด้วย when
Examples :           - I stood under a big tree when it began to rain.
                             - When she dropped a plate, it was broken.
**หมายเหตุ : เมื่อใช้ when เชื่อม ประโยคที่ตามหลัง when จะเกิดขึ้นก่อนเสมอสำหรับเหตุการณ์ใน Past Simple นี้

Past Continuous Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + V to be (was, were) + V-ing +…

หลักการใช้ Past Continuous Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีตที่ได้ระบุเวลาไว้อย่างชัดเจน
Examples :           - I was staying at home at this time yesterday.
                             - At this time last year my sons were living in USA.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่บ่อยๆในอดีต
Examples :           - He was always playing football in the evening.
                             - She was often going to the cinema at the weekend.
- ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันในอดีต มักมีคำเชื่อม while หรือ as
                                - เหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ ใช้ Past Continuous Tense
                                - อีกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ในเวลาเดียวกัน ใช้ Past Continuous Tense
Examples :           - While she was cooking, her husband was taking a bath.
                             - He was repairing his car as I was having dinner.
- ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุการณ์หนึ่งกับอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในอดีต โดยมีเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่ และมีอีกเหตุการณ์หนึ่งแทรกเข้ามา
                                - เหตุการณ์ที่กำลังเกิดอยู่ ใช้ Past Continuous Tense
                                - อีกเหตุการณ์หนึ่งแทรกเข้ามา ใช้ Past Simple Tense
Examples :           - I saw her as she was getting off the bus.
                             - They fell asleep while they were studying their lessons.


Past Perfect Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + had + V3 +

หลักการใช้ Past Perfect Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปแล้วในอดีตก่อนหน้านี้
Examples :           - I had seen the show once before.
                             - The child had never been to a circus.
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันและอาจจะดำเนินต่อเนื่องต่อไปในอนาคต  โดยในประโยคมักจะปรากฏคำหรือกลุ่มคำเหล่านี้ในประโยค
since, for, ever, so far, up to now, up to the present time, over and over, many times etc.
Examples :           - I had been in London since this morning.
                             - He had lived in my house for over a year.
- ใช้ย้ำถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุดลง มักปรากฏคำวิเศษณ์เหล่านี้อยู่ just, already, yet, lately, recently, at last, finally, eventually
Examples :           - The doctor had just arrived.
                             - He had finally learned our secret.
- ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงแล้วในอดีต โดยเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ใช้  Past Perfect Tense
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลัง ใช้  Past Simple Tense
มักมีคำเชื่อม คือ before, after, until, as soon as, when
Examples :           - She had wanted to get a degree before she married him.
                             - After we had had tea, the discussion began.
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เปลี่ยนจากประโยค Past Simple ในรูปของ Direct Speech มาเป็น Past  Perfect ในรูปของ Indirect Speech
Example :            - Direct Speech : He said “I saw a film star yesterday.”
                             - Indirect Speech : He said that he had seen a film star the day before.

Past Perfect Continuous Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + had + been + V-ing  +…

หลักการใช้ Past Perfect Continuous Tense
- ใช้เน้นช่วงเวลาที่เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในอดีตก่อนจะมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นตามมา
                                - เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนอย่างต่อเนื่อง ใช้ Past Perfect Continuous Tense
                                - เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมาทีหลัง ใช้ Past Simple Tense
มักมีคำเชื่อม คือ before, after, until, as soon as, when
Examples :           - The police had been looking for the criminal for 2 years before they caught him.
               - Her eyes were red because she had been crying.
- ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต
Examples :           - He had been working hard for months.
               - He had not been sleeping well for hours.

Future Simple Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + will/shall + V1 +…

หลักการใช้  Future Simple Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยทั่วไป ซึ่งผู้พูดคิด คาดหวัง หรือคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น มักมี Adverb of Time บอกเวลาในอนาคต
                next time, next week, next month, next year, tomorrow, tonight, later, soon, afterwards, immediately
Examples :           - Dam will come here next week.
                             - Duang will tell me the truth soon.

การใช้ will/shall
- will จะใช้กับประธานทุกตัวยกเว้น I, We แต่จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อการกระทำหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นนั้น เกิดจากความตั้งใจและการวางแผนของผู้พูด โดยเหตุการณ์จะเกิดขึ้นแน่นอน
- shall จะใช้กับประธาน I, We แต่ shall มักจะใช้เป็นทางการมากกว่า ถ้าใช้ shall เพื่อความตั้งใจหรือการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ จะใช้กับประธานที่เป็นอะไรก็ได้โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย และคดีความ

ความแตกต่างของ will, shall และ be going to
- will และ shall ใช้ได้ทั้งเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นโดยความตั้งใจและโดยธรรมชาติ
- be going to ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้นจากการวางแผนล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี
- ใช้กับประโยคที่แสดงการขอร้องหรือขออนุญาต
Examples :           - Will you please help my sister?
                             - Will you please be quiet?
- ใช้กับประโยคแสดงอนาคตที่ประกอบด้วย 2 เหตุการณ์ ในรูปของ main clause และ subordinate clause
                                - เหตุการณ์ที่อยู่ใน main clause ใช้ Future Simple Tense
                                - เหตุการณ์ที่อยู่ใน subordinate clause ใช้ Present Simple Tense หรือ Present Perfect Tense
                                มักมีคำเชื่อม คือ before, after, until, as soon as, when
Examples :           - I shall never stop loving you until I die.
                             - He will visit you after he has had something to eat.
- ใช้กับประโยคแสดงเงื่อนไขที่เป็นไปได้ในอนาคต
                                If + Present Simple Tense, Future Simple Tense
Future Simple Tense + if + Present Simple Tense
Examples :           - If she comes tomorrow, she will see me.
                                - She will join us if you let her come.


Future Continuous Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + will/shall + be + V-ing +…

หลักการใช้  Future Continuous Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในอนาคต ตามเวลาที่ระบุไว้อย่างชัดเจน
Examples :           - At this time tomorrow my father will be flying to Paris.
                             - Michael will be living in Thailand at this time next year.
- ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตที่มีการวางแผนหรือตัดสินใจไว้ว่าจะทำในอนาคต
Examples :           - I will be playing tennis at 10 a.m. tomorrow.
                             - I shall be working all day tomorrow.
- ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ใช้  Future Continuous Tense
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลัง ใช้  Present Simple Tense
Example :            - She will be working, when I go to see her at 10 a.m. tomorrow.

Future Perfect Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + will/shall + have + V3 +…

หลักการใช้  Future Perfect Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและเสร็จสิ้นลงในอนาคต ณ เวลาที่กำหนดแน่นอน ตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค จะมี Adverb of Time ที่เริ่มต้นด้วย by… อยู่ร่วมด้วย
Examples :           - By the end of this month he will have been here for three years.
- I shall have finished my work by ten o’clock tonight.       
- ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต เหตุการณ์หนึ่งจะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ก่อนที่อีกเหตุการณ์จะเกิดตามมา
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ใช้  Future Perfect Tense
- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมา ใช้  Present Simple Tense
Examples :           - When he arrives tomorrow, I will have left home.
                             - The film will have started before we reach the theater.

Future Perfect Continuous Tense
โครงสร้างของประโยค
S(subject) + will/shall + have + been + V-ing +…

หลักการใช้  Future Perfect Continuous Tense
- ใช้กับเหตุการณ์ที่เน้นความต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีการหยุดเว้นระยะของการกระทำ มี Adverb of Time ที่เริ่มต้นด้วย by… อยู่ร่วมด้วย
Examples :           - By eight o’clock I shall have been waiting for you for two hours.
                             - By 2015 we will have been living in Bangkok for ten years.


                จากการศึกษาเรื่อง tense แล้วพบว่า tense มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพราะ tense ถือเป็นพื้นฐานของการเรียนภาษา และการนำทักษะทางภาษาไปใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะหากเราไม่มีความรู้เรื่องหลักไวยากรณ์ เราจะไม่สามารถนำความรู้นี้ไปใช้ได้ถูกต้อง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเรื่อง tense เป็นเรื่องที่เป็นปัญหามากที่สุดสำหรับคนไทย เพราะภาษาอังกฤษมีโครงสร้างทางภาษาที่แตกต่างจากภาษาไทยมาก และมีรูปแบบมากถึง 12 รูปแบบ ซึ่งยากต่อการจำ ดังนั้นการที่เราจะสามารถจำ tense ทั้งหมดนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องนำความรู้นี้ไปใช้บ่อยๆ และฝึกเรียนรู้ไปทีละ tense ก่อน เมื่อรู้ tense หนึ่งแล้วเราจะสามารถนำไปต่อยอดสู่การเรียนรู้ tense อื่นๆได้ ซึ่งการจะฝึกการจำให้สามารถจำได้ทั้งหมดนั้น เราจำเป็นจะต้องนำไปใช้บ่อยๆ แต่สภาพแวดล้อมในประเทศไทยไม่เอื้อต่อการฝึกทักษะเหล่านี้ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังคงไม่เห็นความสำคัญของภาษาอังกฤษ ดังนั้นในการเรียนภาษาอังกฤษ เราจึงจำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง มีความพยาม และหัดฝึกฝนให้มากที่สุด โดยการหัดพูดบ่อยๆ อาจจะพูดประโยคสั้นๆ ออกเสียงให้ถูกต้อง ใช้สำเนียงให้ถูกต้อง โดยอาจดูจาก Youtube หัดอ่านประโยคสั้นๆแล้ววิเคราะห์รูปประโยคบ่อยๆ และหัดเขียน โดยอาจเริ่มจากการเขียนบันทึกประจำวันในแต่ละวันบ่อยๆ และรวมไปถึงการฝึกทำแบบฝึกหัด ก็จะทำให้เราสามารถเป็นคนที่เก่งภาษาอังกฤษได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น